Bangpakok Hospital

ศัลยกรรมผ่าตัดดึงหน้า

การผ่าตัดดึงหน้าคืออะไร

การผ่าตัดดึงหน้า คือ การทําศัลยกรรมเพื่อยกกระชับกล้ามเนื้อ และไขมันใต้ผิวหนังให้กลับไปยังตําแหน่งที่เหมาะสม และตัดผิวหนังส่วนเกินเพื่อให้ใบหน้ากระชับและเรียบเนียนขึ้น ซึ่งการศัลยกรรมดีงหน้าจะช่วยคืนความอ่อนเยาว์ ดูเป็นธรรมชาติ โดยจะช่วยลดริ้วรอย ความหย่อนคล้อยของใบหน้า ด้วยเทคนิคการผ่าตัด ในปัจจุบันที่ทันสมัย ช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ฟื้นตัวไวและอยู่ได้นาน

โดยการผ่าตัดดึงหน้าสามารถเลือกทําได้เฉพาะส่วน เช่น

  • การยกคิ้ว
  • การดึงหน้าผาก
  • การดึงขมับ
  • การดึงหน้าส่วนกลาง ยกโหนกแก้ม
  • การดึงหน้าส่วนล่าง
  • การดึงหน้าทั้งหมด
  • การดึงหน้าและดึงคอ

ใครที่เหมาะกับการดึงหน้า

  • ผู้ที่มีปัญหาหรือต้องการปรับโครงสร้างใบหน้าให้ดูอ่อนเยาว์ และลดความหย่อนคล้อย
  • ไม่จํากัดอายุ พิจารณาตามสภาพผิว ความหย่อนคล้อย ของใบหน้า และความต้องการของผู้เข้ารับการผ่าตัด
  • นํ้าหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ หากต้องการลดน้ำหนัก ควรลดน้ำหนัก ให้ได้ตามที่ต้องการก่อนการผ่าตัด
  • ไม่ได้กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

สําหรับการผ่าตัด แพทย์จะเปิดแผลที่ผิวหนังตามบริเวณไรผมและทําการเลาะบริเวณผิวหนังใบหน้าอย่างระมัดระวัง หลังจากนั้นจะดึงเนื้อเยื่อชั้น SMAS หรือเนื้อเยื่อชั้นพังผืดหนา ซึ่งอยู่ถัดจากบริเวณผิวหนังชั้นบนมาเย็บให้ติดกับส่วนที่แข็งแรงตรึงไว้เป็นแห่ง ๆ เมื่อเย็บชั้น SMAS เรียบร้อยแล้ว จะทำการตัดผิวหนังส่วนเกินออกไป และเย็บผิวหนังปิดด้วยไหมเส้นเล็ก

สิ่งที่มักสร้างความวิตกกังวลเกี่ยวกับการผ่าตัดดึงหน้า คือ แผลเป็นและผลลัพธ์ที่ได้

  • รอยแผลเป็น หากไม่มีประวัติแผลเป็นประเภทคีลอยด์มาก่อน มักจะได้รับผลลัพธ์ที่เรียบเนียน ซ่อนในตําแหน่งที่เหมาะสม
  • ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ตรงกับที่ต้องการ แพทย์ที่มีประสบการณ์จะสามารถให้คําแนะนํา และออกแบบการผ่าตัดให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยงาม ดูเป็นธรรมชาติ และมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงน้อย
  • ความเสี่ยงอื่น ๆ ได้แก่ ภาวะเลือดออก เลือดคั่ง และภาวะแทรกซ้อนในการหายของแผล ผิวหนังขาดเลือดมาเลี้ยง ซึ่งมักพบในผู้ที่สูบบุหรี่จัดหรือผู้ที่มีโรคประจําตัวที่มีปัญหาเกี่ยวกับ หลอดเลือด เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง แต่หากควบคุมอาการได้ดีก็ไม่ใช่ข้อห้ามในการผ่าตัด
  • การยืด ดึงรั้ง หรือตัดขาดของเส้นประสาทใบหน้า ซึ่งพบได้น้อย เพียง 1-3% เท่านั้น ทําให้กล้ามเนื้อใบหน้าบางส่วนไม่สามารถ ท่างานใด้ แต่โดยส่วนมาก ( 90 - 95% ) จะกลับมาทำงานได้ ตามปกติภายใน 3-6 เดือน

การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด

  1. เตรียมความพร้อมของร่างกาย ด้วยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ  
  2. งดรับประทานยาละลายลิ่มเลือด ยาสเตียรอยด์ ยาแก้ปวด ยาลดกล้ามเนื้ออักเสบ วิตามินและอาหารเสริมทุกชนิด อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด (ยาโรคประจำตัวควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผู้ทำการรักษา)
  3. แจ้งให้ศัลยแพทย์ทราบข้อมูลโรคประจำตัว ยาโรคประจำตัว ประวัติการผ่าตัด ประวัติการแพ้ยา รวมถึงอาหารเสริมที่รับประทาน
  4. งดสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 2 สัปดาห์
  5. งดรับประทานอาหารและงดดื่มน้ำอย่างน้อย 8 ชั่วโมงขึ้นไป
  6. ล้างสีเล็บ ถอดเล็บต่อ ก่อนวันผ่าตัด เนื่องจากวิสัญญีแพทย์ต้องวัดค่าออกซิเจนบริเวณปลายนิ้ว
  7. กรณีที่ผู้ป่วยมีอาการเจ็บป่วยปัจจุบัน เช่น มีไข้ ไอ เจ็บคอ ท้องเสีย มีแผลติดเชื้อ ตาแดง ตาเจ็บ ฯลฯ กรุณาแจ้งให้พยาบาลทราบอย่างน้อย 2 วันก่อนผ่าตัด
  8. หลีกเลี่ยงการผ่าตัดในช่วงที่ใกล้ หรือ กำลังมีประจำเดือน หากไม่แน่ใจควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการเลื่อนประจำเดือน
  9. ในวันผ่าตัดงดใส่คอนแทคเลนส์ รีเทนเนอร์ฟันปลอม เครื่องประดับและของมีค่าทุกชนิด

การดูแลหลังกลับบ้าน

  1. หลังศัลยกรรมดึงหน้า ช่วง 48 ชั่วโมงแรก ควรประคบเย็นโดยใช้น้ำแข็ง หรือcold pack ประคบบริเวณรอบ ๆ แผล เพื่อช่วยลดบวม
  2. หลังจากประคบเย็นในช่วง 48 ชั่วโมงแรกแล้ว ให้ประคบอุ่นสลับกับประคบเย็นอีกประมาณ 2 สัปดาห์ โดยปกติแล้วอาการเหล่านี้จะค่อย ๆ หายได้เองเมื่อผ่านไปประมาณ 1-2 เดือน
  3. ช่วง 7 วันแรกหลังศัลยกรรมดึงหน้า ให้ใส่ผ้ารัดหน้าตลอด 24 ชั่วโมง
  4. หลัง 7 วันไปแล้ว ควรใส่ผ้ารัดหน้าอย่างน้อย 10 – 12 ชั่วโมงต่อวัน และใส่ต่อเนื่องจนครบ 6 เดือน
  5. หลีกเลี่ยงการนอนราบและไม่ควรนอนคว่ำหน้าประมาณ 1 สัปดาห์ เพราะอาจเกิดการกระทบกระเทือนแผลผ่าตัดใหม่ได้ ให้นอนยกศีรษะสูงขึ้นกว่าตัว เพื่อลดอาการบวมช้ำ
  6. หลังจากศัลยกรรมดึงหน้า ควรพักฟื้นอย่างน้อย 2-3 วัน โดยงดกิจกรรมต่างๆ ที่อาจจะทำให้หน้ามีการกระทบกระเทือน
  7. ควรงดออกกำลังกายและทำกิจกรรมที่ต้องออกแรง 2 สัปดาห์
  8. สระผมได้หลังจากแผลผ่าตัดแห้ง (ประมาณวันที่ 4-5) และห้ามทำสีผมหรือการใช้เครื่องไดร์ผมที่มีลมร้อนก็ไม่ควรทำในช่วง6 สัปดาห์แรก เนื่องจากสารเคมีและความร้อนอาจส่งผลกระทบต่อแผลผ่าตัด 
  9. อย่าพยายามยิ้มหรือแสดงสีหน้าที่ตึงเกินไปในช่วงแรก
  10. หลังจากศัลยกรรมดึงหน้า หากมีอาการเลือดออกมากผิดปกติ หรือบวมมาก ควรติดต่อแพทย์โดยทันที

การดูแลแผลผ่าตัด

  1. การทำแผล ให้ใช้ cotton bud ชุบน้ำเกลือล้างแผลให้ชุ่ม เช็ดบริเวณแผลผ่าตัด (ห้ามถู ขยี้ กรณีมีเลือดออกใช้ cotton bud กดแผลไว้สักครู่เลือดจะหยุดเอง) เช็ดแผลวันละ 2 เวลา คือ เช้า,เย็น ซับแผลให้แห้ง แล้วป้ายยา Terramycin (ยาป้าย/ครีม) บริเวณแผลทุกครั้งหลังล้างแผล
  2. รับประทานยาแก้อักเสบ,ฆ่าเชื้อและลดบวมตามที่แพทย์จัดให้และหากมีอาการปวดสามารถรับประทานยาแก้ปวดได้ ทุก 4-6 ชั่วโมงและปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัดตามคำแนะนำของแพทย์
  3. หลังผ่าตัด 7 วันแพทย์จะนัดหมายให้มาพบเพื่อตรวจดูแผลและตัดไหม
  4. ควรระมัดระวังคือการหลีกเลี่ยงให้แผลโดนน้ำโดยตรงประมาณ7 วันแรก และไม่ควรสระผมหรือให้แผลผ่าตัดโดนน้ำในช่วง 10-14 วัน แรก ควรล้างหน้าเบาๆ โดยใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ
  5. ห้ามกด แคะ เกา หรือขยี้บริเวณแผลผ่าตัด เนื่องจากอาจทำให้เนื้อเยื่อได้รับบาดเจ็บและเกิดการติดเชื้อได้

การรับประทานอาหาร/เครื่องดื่ม

  1. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารเสริมและวิตามินในช่วงระยะเวลา 2 สัปดาห์
  2. ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ย่อยยาก เช่น อาหารรสจัด เผ็ด หรือของที่มีเส้นใยสูงในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก หลังผ่าตัด เนื่องจากการเคี้ยวอาจทำให้เกิดแรงกระทบต่อแผลหรือทำให้การฟื้นตัวช้า ควรเลือกอาหารที่นุ่มและย่อยง่าย เช่น ซุป, โจ๊ก, หรือผลไม้บด
  3. งดรับประทานของหมักดอง ประมาณ 1 เดือน เป็นสาเหตุให้แผลหายช้าและใบหน้าบวมมากขึ้น
  4. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ประมาณ 2 สัปดาห์ และงดสูบบุหรี่ ประมาณ 2 เดือน เพื่อป้องกันไม่ให้เลือดสูบฉีดขึ้นใบหน้ามากทำให้บวมมากขึ้น และเป็นสาเหตุให้แผลหายช้า อาจทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อขึ้นได้
  5. เน้นรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง และ ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น ไข่, นม, เนื้อสัตว์, ส้ม, น้ำมะนาว, เป็นต้น เพื่อให้แผลหายเร็วขึ้น
  • อาจเกิดรอยฟกช้ำบริเวณใบหน้าและลำคอได้ มากหรือน้อยขึ้นอยู่สภาพผิวของแต่ละคน แต่จะจางหายไปได้เองภายใน 2- 4 สัปดาห์ หรือสามารถประคบอุ่นตรงบริเวณรอยฟกช้ำเพื่อให้รอยฟกช้ำหายเร็วขึ้น
  • ผลลัพธ์การผ่าตัดดึงหน้าเห็นผลชัดเจนเต็มที่ประมาณ 1 ปี ซึ่งผลลัพธ์หลังจากศัลยกรรม จะคงอยู่ได้ยาวนาน 5-10 ปี

 

ปรึกษาปัญหาสุขภาพและสอบถามรายละเอียดโปรโมชั่นเพิ่มเติมได้ที่

Go to top