ศัลยกรรมผ่าตัดเสริมคาง
การเสริมคางด้วยซิลิโคน (Chin Augmentation) เป็นการผ่าตัดเพื่อแก้ไขคางให้มีมิติและมีความสมดุล ด้วยการเสริมซิลิโคนเข้าไปปรับแต่งรูปทรงของคาง ซึ่งจัดรูปทรงได้ง่ายเพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้รับการผ่าตัด โดยเป็นการผ่าตัดเล็กที่ให้ผลลัพธ์ถาวร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะออกแบบปรับรูปทรงคางร่วมกับผู้รับบริการ โดยผู้หญิงมักต้องการมีรูปหน้าที่ดูยาวขึ้นและเรียวเล็กลง แบบ V Shape ส่วนผู้ชายมักต้องการเสริมคางเพื่อให้ใบหน้าดูมีความคมชัดได้สัดส่วนช่วยเสริมสร้างความมั่นใจ
เสริมคางด้วยซิลิโคนเหมาะกับใคร?
- ผู้ที่มีปัญหาคางเล็ก คางสั้น มีรูปคางไม่ชัดเจน การเสริมคางสามารถช่วยเพิ่มขนาดและทำให้คางเรียวยาวขึ้น กรอบหน้ามีความคมชัด และสวยงามขึ้น
- ผู้ที่มีปัญหารูปคางบิดเบี้ยว คางไม่สมมาตร การเสริมคางด้วยซิลิโคน สามารถทำให้คางกลับมาเท่ากันทั้งสองข้างได้
- ผู้ที่ต้องการให้ใบหน้าเข้ากับ Golden Ratio โดยแพทย์จะวิเคราะห์ และออกแบบคางให้มีรูปหน้าที่เหมาะสมสำหรับผู้รับบริการ
- ผู้ที่มีรูปคางถอย คางร่นเข้าไปด้านใน คางไม่มีความนูน สามารถเสริมด้วยซิลิโคนปรับคางให้นูนและยื่นออกไปด้านหน้า เพื่อให้รับกับปลายจมูกและหน้าผาก ทำให้มีรูปคางที่ชัดเจน และใบหน้าแลดูมีมิติขึ้น
- ผู้ที่มีปัญหาคางเป็นรอยหยักตรงกลาง คางบุ๋ม ซึ่งมักสร้างความกังวลให้กับผู้รับบริการที่เป็นผู้หญิง เพราะทำให้มีรูปหน้าดูคล้ายผู้ชาย ไม่ละมุนอ่อนหวาน สามารถใช้ซิลิโคนเปลี่ยนรูปคางได้
- ผู้ที่ต้องการรูปหน้าแบบ V–Shape การเสริมคาง สามารถช่วยปรับรูปหน้าให้ยาวเรียวขึ้นได้
- ผู้ที่ต้องการคางที่มีลักษณะเหลี่ยมและป้าน ส่วนใหญ่ผู้รับบริการ จะเป็นผู้ชาย เพื่อช่วยให้มีใบหน้าที่แลดูดี เหมาะสมกับความเป็นชาย มีบุคลิกภาพที่ดีขึ้น
- ผู้ที่เคยเสริมคางมาแล้ว และต้องการปรับแก้ไข เพื่อให้ได้รูปทรงสวยงามที่รับกับรูปหน้ามากขึ้น
การผ่าตัดเสริมคางด้วยซิลิโคนมีกี่แบบ?
การผ่าตัดเสริมคางด้วยซิลิโคน (Chin Augmentation with Implant) สามารถทำได้ 2 แบบ คือ
- การผ่าตัดเสริมคางแผลนอกปาก
- การผ่าตัดเสริมคางแผลในปาก
ซึ่งจะต้องเป็นแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดเสริมคาง เพราะต้องประเมินรูปหน้า การเลือกใช้ซิลิโคนให้เหมาะสม และเลือกวิธีเหลาซิลิโคนให้รับกับใบหน้าของผู้รับบริการ รวมถึงสามารถวางซิลิโคนให้ถูกต้องตามชั้นของโครงสร้างผิวด้วย
การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดเสริมคาง
- แจ้งประวัติการแพ้ยาหรือโรคประจำตัว ในผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูงโรคเบาหวาน จะต้องคุมอาการของโรคเหล่านี้ให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปกติ ก่อนที่จะรับการผ่าตัด หากมียาที่ต้องใช้เป็นประจำ ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบโดยละเอียด
- งดฉีดสารคลายกล้ามเนื้อบริเวณรอบดวงตา หน้าผาก หัวคิ้ว และฟิลเลอร์บริเวณส่วนบนของใบหน้าอย่างน้อย 1 เดือน
- งดรับประทานยาในกลุ่มยาที่ต้านเกล็ดเลือด และยาละลายลิ่มเลือด ก่อนการผ่าตัดอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพื่อป้องกันภาวะเลือดไหลออกง่ายในระหว่างการผ่าตัด
- งดใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและสมุนไพร เช่น น้ำมันปลา วิตามิน และหยุดสูบบุหรี่และงดแอลกอฮอล์อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด
- หากมีอาการผิดปกติ เกี่ยวกับผิวหนังบริเวณเปลือกตา เช่น ตากุ้งยิง ตาบวม ผื่นขึ้นตา ภายใน 2 สัปดาห์ ก่อนถึงวันนัดผ่าตัด ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที
- เตรียมแว่นกันแดด และแว่นสายตา สำหรับคนที่มีค่าสายตามาเพื่อใส่หลังการผ่าตัด
- งดใส่คอนแทคเลนส์ รีเทนเนอร์ฟันปลอม เครื่องประดับและของมีค่ามาด้วยในวันผ่าตัด
- งดใช้เครื่องสำอางบริเวณใบหน้า เพราะถ้าหากล้างหน้าไม่สะอาด อาจจะทำให้ติดเชื้อได้
- ทำความสะอาดร่างกาย ก่อนเข้ารับการผ่าตัด เช่น อาบน้ำ สระผม ล้างหน้า แปรงฟันและบ้วนปากให้เรียบร้อย
- ในวันรับการผ่าตัดสวมเสื้อผ้าที่เป็นกระดุมหน้า ที่ใส่สบายและหลวม เพื่อจะได้ถอดใส่ง่าย และไม่สวมเสื้อผ้าที่มีโลหะนำไฟฟ้า
- ควรมีคนมารับหลังจากทำเสร็จ ไม่แนะนำให้ขับรถกลับเอง
- แนะนำให้หยุดพักงาน หลังผ่าตัดอย่างน้อย 3 วัน เพื่อลดการบอบช้ำและหายเร็วยิ่งขึ้น
หลังการผ่าตัดภายใน 2 ชั่วโมง
- ควรนอนให้ศีรษะมีระดับที่สูงกว่าปกติและนอนหงาย ประมาณ 30-40 องศา หรือหนุนหมอน 2 ใบ ห้ามนอนตะแคง
- ประคบเจลที่มีความเย็นหรือ Gel pack ทันที อย่าให้โดนบริเวณคาง ให้ประคบรอบคาง หลีกเลี่ยงการกดแรงๆตรงจุดที่มีซิลิโคนอยู่
การดูแลหลังกลับบ้าน
- ควรประคบเจลที่มีความเย็น หรือ Gel pack หลังผ่าตัด ในช่วงระยะเวลา 1-3 วันแรก เพื่อช่วยให้หลอดเลือดหดตัว ลดอาการเลือดออก และลดบวม โดยระมัดระวังไม่ให้แผลสัมผัสกับความชื้น แต่ถ้าหากมีเลือดซึมบริเวณแผล สามารถใช้ผ้าก๊อซเช็ดและกดบริเวณที่แผล จนกว่าเลือดจะหยุดซึม ควรประคบครั้งละ10-15 นาที วันละ4-5 ครั้ง
- ขณะที่นอนหลับพักผ่อน ควรนอนให้ศีรษะมีระดับที่สูงกว่าปกติและนอนหงาย ประมาณ 30-40 องศา หรือหนุนหมอน 2 ใบ ห้ามนอนตะแคง ให้นอนศีรษะหงายเป็นเวลา 1 เดือน โดยใช้หมอนรูปตัว U รองคอ เพื่อให้ซิลิโคนไม่เกิดการเอียง/เลื่อน และลดภาวะอาการบวม
- หากในวันที่ 3 เกิดอาการบวมช้ำ มีรอยเขียว แนะนำให้ประคบด้วยน้ำอุ่นที่ไม่ร้อนจนเกินไป สลับกับประคบเย็นเพื่อลดอาการบวม
- ใน ช่วง 3-4 วัน แรก ที่สำคัญ ห้ามใช้ลิ้นดุนไหมเย็บในปากเล่นเด็ดขาด อาจทำให้แผลอักเสบติดเชื้อหรือไหมเย็บหลุดได้
- วันที่ 4 เป็นต้นไปควรประคบอุ่น อย่างน้อยวันละ 4-5 ครั้ง เพื่อเป็นการลดบวมและทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น
- สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ แต่ไม่ควรออกแรง หรือออกกำลังกายหนักหลังผ่าตัดอย่างน้อย 1 เดือน และสามารถออกกำลังกายหนักๆ เช่น วิ่ง หรือว่ายน้ำ ประมาณหลัง 3 เดือนขึ้นไป
การดูแลแผลผ่าตัด
- ทำความสะอาดด้วยการบ้วนปากด้วยน้ำยา ไม่ทำให้เกิดอาการแสบ หรือ น้ำเกลือล้างแผลผสมน้ำยาบ้วนปากที่เจือจาง จากนั้นก็ตามด้วยการบ้วนน้ำเกลือล้างแผล เปล่าๆ อีก 1 ครั้ง บ้วนปากทุกครั้งหลังรับประทานอาหาร
- ใช้ยาสีฟันสำหรับเด็ก ที่ไม่เกิดอาการแสบปาก และแปรงฟันขนาดเล็ก ขนนุ่ม
- รับประทานยาแก้อักเสบ,ฆ่าเชื้อและลดบวมตามที่แพทย์จัดให้และหากมีอาการปวดสามารถรับประทานยาแก้ปวดได้
ทุก 4-6 ชั่วโมงและปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัดตามคำแนะนำของแพทย์
- พลาสเตอร์ที่ปิดรั้งคางไว้ ต้องพยายามดูแลอย่าให้หลุด เนื่องจากพลาสเตอร์เป็นเสมือนเฝือกอ่อน ที่จะคอยพยุงซิลิโคนให้อยู่ในแนวตรงไม่เกิดการเอียงและพลาสเตอร์นี้ยังมีหน้าที่ในการและป้องกันอาการเขียวช้ำในวันแรก ๆ ของการผ่าตัดด้วยถ้าพลาสเตอร์ล่อนออก หรือหลุดควรกลับมาให้แพทย์ดูเพื่อตรึงพลาสเตอร์ใหม่ พลาสเตอร์ไม่ควรหลุด เพราะมีโอกาสทำให้คางเอียงได้
- หลังผ่าตัด 7 วันแพทย์จะนัดหมายให้มาพบเพื่อตรวจดูแผลผ่าตัดในปาก และเอาพลาสเตอร์ออก
- หลังจากเอาพลาสเตอร์ออก และคางยังมีการบวมให้ประคบอุ่นไปเรื่อย ๆ จนกว่าอาการบวม จะยุบลงเป็นปกติ
- ควรสังเกตทุกวันว่า ซิลิโคนตรง หรือ เอียง ถ้าเอียงให้รีบมาพบแพทย์ทันที
- หากมีปัญหา หรืออาการผิดปกติ เช่น เลือดออกมาก คางบวมแดงมากผิดปกติ ควรรีบเข้ามาพบแพทย์ทันที
การรับประทานอาหาร/เครื่องดื่ม
- หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารเสริมและวิตามินในช่วงระยะเวลา 2 สัปดาห์
- ในช่วง 2-3 วันแรกของการผ่าตัดเสริมคางไม่ควรรับประทานอาหารร้อนๆ เนื่องจากมีแผลในปาก ความร้อนจะทำให้หลอดเลือดขยายตัว ส่งผลให้มีเลือดออกจากแผลผ่าตัดมากขึ้น ควรรับประทานอาหารอ่อน ๆ เพื่อช่วยให้แผลผ่าตัดในปากไม่มีการเคลื่อนไหวมาก
- งดรับประทานอาหารที่มีลักษณะเหนียว แข็ง เนื่องจากจะทำให้เกิดแผลแยก และซิลิโคนเคลื่อนได้
- งดรับประทานอาหารรสจัด ของหมักดอง หรือ อาหารที่มีกลิ่นฉุน อาจจะทำให้จมูกบวม มีอาการไอ จาม มีน้ำมูกหรือแผลหายช้า เกิดการติดเชื้อในแผลได้
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ประมาณ 1 เดือน และงดสูบบุหรี่ ประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อป้องกันไม่ให้เลือดสูบฉีดขึ้นใบหน้ามาก
ทำให้บวมมากขึ้น และเป็นสาเหตุให้แผลหายช้า เลือดออกง่าย อาจทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อขึ้นได้
- เพื่อให้แผลหายเร็วขึ้น ควรเน้นรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง และผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น ไข่, นม, เนื้อสัตว์, ส้ม,
น้ำมะนาว เป็นต้น
- อาจเกิดรอยฟกช้ำบริเวณรอบคางได้ มากหรือน้อยขึ้นอยู่สภาพผิวของแต่ละคน แต่จะจางหายไปได้เองภายใน 2- 4 สัปดาห์ หรือสามารถประคบอุ่นตรงบริเวณรอยฟกช้ำเพื่อให้รอยฟกช้ำหายเร็วขึ้น
- คางจะเข้ารูปที่เต็มที่ประมาณ 3-6 เดือน
ปรึกษาปัญหาสุขภาพและสอบถามรายละเอียดโปรโมชั่นเพิ่มเติมได้ที่
-
Line: https://lin.ee/3dsW7BM
-
Facebook Page: TRIA Medical Wellness Center
- ติดต่อนัดหมายกับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้ารับบริการ โทร. 02-129-5500
