ศัลยกรรมปาก
ศัลยกรรมปาก คือการผ่าตัด ตกแต่ง หรือแก้ไขริมฝีปากให้ได้รูปทรงที่สมส่วนและสวยงาม ปัจจุบันศัลยกรรมปากทำได้หลายรูปแบบ เพราะนอกจากเป็นการผ่าตัดตกแต่งเพื่อความสวยงาม ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับตนเอง ยังเป็นการผ่าตัดศัลยกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาของรูปปากให้กับคนที่มีปัญหาริมฝีปากไม่สมส่วน และสามารถทำได้ทั้งปากบนและปากล่างการศัลยกรรมปาก มีกี่แบบ
การศัลยกรรมปากมี 2 วิธี คือ การผ่าตัด และการฉีดฟิลเลอร์ โดยแบ่งออกเป็น 4 แบบ ได้แก่
- ศัลยกรรมปากกระจับ
การทำปากกระจับ เป็นการศัลยกรรมปรับรูปทรงปาก เหมาะกับผู้ที่ต้องการเสริมบุคลิกภาพ สร้างความมั่นใจในรูปลักษณ์ของตนเอง แม้รูปทรงปากกระจับจะได้รับความนิยมแต่การทำมีข้อจำกัดและเหมาะกับผู้ที่มีลักษณะริมฝีปาก ดังนี้
- ผู้ที่มีปัญหา ปากบนหนา ปากบนใหญ่ หรือไม่เป็นทรง ลักษณะปัญหาเหล่านี้สามารถปรับทรงให้เป็นปากกระจับได้
- ผู้ที่มีลักษณะปากคว่ำ ทำให้ดูแล้วใบหน้าดุ การศัลยกรรมปากกระจับ ช่วยยกมุมปากขึ้น ทำให้ยิ้มสวยและใบหน้าหวานละมุนขึ้นได้
- ผู้ที่มีเนื้อปากไม่หนาเกินไป แต่ต้องการทำปากกระจับเพื่อให้เป็นทรงมากขึ้น กรณีริมฝีปากต้องไม่บางมาก หรือมีเนื้อปากน้อย
- ศัลยกรรมปากบาง
ศัลยกรรมปากบางเป็นการผ่าตัดเพื่อลดขนาดริมฝีปากที่หนาให้บางลง เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาริมฝีปากหนา ริมฝีปากใหญ่ และห้อย การศัลยกรรมปากบาง ยังสามารถลดขนาดเฉพาะริมฝีปากบนริมฝีปากล่าง หรือลดขนาดทั้งริมฝีปากบนและริมฝีปากล่างพร้อมกันได้
- ศัลยกรรมปาก
สำหรับผู้ที่มีปัญหารูปปากทั้งที่เป็นมาแต่กำเนิด ปัญหาที่เกิดขึ้นภายหลังจากอุบัติเหตุ หรือเกิดจากการศัลยกรรมที่ผิดพลาด ทำแล้วผลลัพธ์ไม่เป็นที่พึงพอใจ เช่น ปากเบี้ยว มุมปากตก แก้ไขปัญหาปากคว่ำ หรือมุมปากไม่ได้องศา ปัญหาเหล่านี้เป็นอักหนึ่งสามาเหตุที่ต้องศัลยกรรมปาก
- ศัลยกรรมปาก ด้วยการฉีดฟิลเลอร์ปาก
การฉีดฟิลเลอร์ปาก เป็นการศัลยกรรมปรับแต่งรูปปาก โดยไม่ต้องผ่าตัดแต่เป็นการฉีดฟิลเลอร์ ซึ่งเป็นสารเติมเต็มประเภท HA Filler เข้าไปในจุดที่ต้องการเพียงเล็กน้อย ก็จะทำให้ได้รูปทรงปากที่อวบอิ่มขึ้น เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาปากเล็ก ปากบางเกินไป รูปปากไม่สวย ไม่สมดุล หรือปากเป็นร่อง
การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดศัลยกรรมปาก
- แจ้งประวัติการแพ้ยาหรือโรคประจำตัว ในผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูงโรคเบาหวาน จะต้องคุมอาการของโรคเหล่านี้ให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปกติ ก่อนที่จะรับการผ่าตัด หากมียาที่ต้องใช้เป็นประจำ ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบโดยละเอียด
- งดฉีดสารคลายกล้ามเนื้อบริเวณรอบดวงตา หน้าผาก หัวคิ้ว และฟิลเลอร์บริเวณส่วนบนของใบหน้าอย่างน้อย 1 เดือน
- งดรับประทานยาในกลุ่มยาที่ต้านเกล็ดเลือด และยาละลายลิ่มเลือด ก่อนการผ่าตัดอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพื่อป้องกันภาวะเลือดไหลออกง่ายในระหว่างการผ่าตัด
- งดใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและสมุนไพร เช่น น้ำมันปลา วิตามิน และหยุดสูบบุหรี่และงดแอลกอฮอล์อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด
- หากมีอาการผิดปกติ เกี่ยวกับผิวหนังบริเวณเปลือกตา เช่น ตากุ้งยิง ตาบวม ผื่นขึ้นตา ภายใน 2 สัปดาห์ ก่อนถึงวันนัดผ่าตัด ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที
- เตรียมแว่นกันแดด และแว่นสายตา สำหรับคนที่มีค่าสายตามาเพื่อใส่หลังการผ่าตัด
- งดใส่คอนแทคเลนส์ รีเทนเนอร์ฟันปลอม เครื่องประดับและของมีค่ามาด้วยในวันผ่าตัด
- งดใช้เครื่องสำอางบริเวณใบหน้า เพราะถ้าหากล้างหน้าไม่สะอาด อาจจะทำให้ติดเชื้อได้
- ทำความสะอาดร่างกาย ก่อนเข้ารับการผ่าตัด เช่น อาบน้ำ สระผม ล้างหน้าให้เรียบร้อย
- ในวันรับการผ่าตัดสวมเสื้อผ้าที่เป็นกระดุมหน้า ที่ใส่สบายและหลวม เพื่อจะได้ถอดใส่ง่าย และไม่สวมเสื้อผ้าที่มีโลหะนำไฟฟ้า
- ควรมีคนมารับหลังจากทำเสร็จ ไม่แนะนำให้ขับรถกลับเอง
- แนะนำให้หยุดพักงาน หลังผ่าตัดอย่างน้อย 3 วัน เพื่อลดการบอบช้ำและหายเร็วยิ่งขึ้น
หลังการผ่าตัดภายใน 2 ชั่วโมง
- ควรนอนให้ศีรษะมีระดับที่สูงกว่าปกติและนอนหงาย ประมาณ 30-40 องศา หรือหนุนหมอน 2 ใบ ห้ามนอนตะแคง
- ประคบเจลที่มีความเย็นหรือ Gel pack ทันที อย่าให้โดนบริเวณแผลที่ปาก ให้ประคบประคบเย็นบริเวณรอบปากและช่วงแก้ม
การดูแลหลังกลับบ้าน
- ควรประคบเจลที่มีความเย็น หรือ Gel pack หลังผ่าตัด ในช่วงระยะเวลา 1-3 วันแรก เพื่อช่วยให้หลอดเลือดหดตัว ลดอาการเลือดออก และลดบวม โดยระมัดระวังไม่ให้แผลสัมผัสกับความชื้น แต่ถ้าหากมีเลือดซึมบริเวณแผล สามารถใช้ผ้าก๊อซเช็ดและกดบริเวณที่แผล จนกว่าเลือดจะหยุดซึม
- ขณะที่นอนหลับพักผ่อนในสัปดาห์แรก ควรนอนให้ศีรษะมีระดับที่สูงกว่าปกติและนอนหงาย ประมาณ 30-40 องศา หรือหนุนหมอน 2 ใบ ห้ามนอนตะแคง เพื่อลดภาวะอาการบวมในช่วง 1-3 วันแรก
- หากในวันที่ 3 เกิดอาการบวมช้ำ มีรอยเขียว แนะนำให้ประคบด้วยน้ำอุ่นที่ไม่ร้อนจนเกินไป สลับกับประคบเย็นเพื่อลดอาการบวม
- วันที่ 4 เป็นต้นไปควรประคบอุ่นอย่างน้อยวันละ 4-5 ครั้ง เพื่อเป็นการลดบวมและทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น
- ในช่วง 1 สัปดาห์แรก หลีกเลี่ยงการพูดคุยนานๆ ควรรอให้แผลแห้งและหายสนิทก่อน
- งดการทาลิปสติกสี ประมาณ 1 เดือน เพื่อป้องกันการระคายเคืองจากสารเคมี
- งดออกกำลังกายหนัก ๆ ที่อาจกระเทือนต่อริมฝีปาก อย่างน้อย 1 เดือน
การดูแลแผลผ่าตัด
- การทำแผล ให้ใช้ cotton bud ชุบน้ำเกลือล้างแผลให้ชุ่ม เช็ดบริเวณแผลผ่าตัด (ห้ามถู ขยี้ กรณีมีเลือดออกใช้ cotton bud กดแผลไว้สักครู่เลือดจะหยุดเอง) เช็ดแผลวันละ 2 เวลา คือ เช้า,เย็น ซับแผลให้แห้ง แล้วป้ายยา Terramycin (ยาป้าย/ครีม) บริเวณแผลทุกครั้งหลังล้างแผล
- การทำความสะอาดช่องปาก สามารถแปรงฟันด้วยยาสีฟันเด็ก เลือกขนแปรงที่นุ่ม และใช้น้ำยาบ้วนปากที่ไม่ทำให้เกิดอาการระคายเคือง ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ หรือน้ำเกลือผสมน้ำยาบ้วนปากที่เจือจาง ตามด้วยการบ้วนน้ำเกลือเปล่าๆอีกครั้ง วันละหลายๆรอบเพื่อรักษาความชุ่มชื้นของปาก หากมีเศษอาหารติดตามไหมสามารถใช้ syringe สูบน้ำเกลือฉีดได้
- รับประทานยาแก้อักเสบ,ฆ่าเชื้อและลดบวมตามที่แพทย์จัดให้และหากมีอาการปวดสามารถรับประทานยาแก้ปวดได้
ทุก 4-6 ชั่วโมงและปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัดตามคำแนะนำของแพทย์
- หลังผ่าตัด 7 วันแพทย์จะนัดหมายให้มาพบเพื่อตรวจดูแผลและตัดไหม
การรับประทานอาหาร/เครื่องดื่ม
- หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารเสริมและวิตามินในช่วงระยะเวลา 2 สัปดาห์
- งดรับประทานอาหารรสจัด ของหมักดอง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ประมาณ 1 เดือน และงดสูบบุหรี่ ประมาณ 1 สัปดาห์
เพื่อป้องกันไม่ให้เลือดสูบฉีดขึ้นใบหน้ามากทำให้บวมมากขึ้น และเป็นสาเหตุให้แผลหายช้า อาจทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อได้
- งดการเคี้ยวอาหารและอ้าปากกว้าง
- เน้นรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง และ ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น ไข่, นม, เนื้อสัตว์, ส้ม, น้ำมะนาวเป็นต้น เพื่อให้แผลหายเร็วขึ้น
- ทรงปากจะเข้าที่และเห็นรูปปากกระจับสวยงามชัดเจน ใช้ระยะเวลา 1-3 เดือน
- การรับรู้และความรู้สึกที่ปากขาดหายไปบางส่วน รวมทั้งอาจมีอาการชาที่ปาก อาการเหล่านี้อาจใช้เวลา 6 เดือน ถึง 1 ปี
จะเริ่มหายเป็นปกติ
- ริมฝีปากมีไตเนื้อแข็งๆ เกิดขึ้น กรณีนี้ถือเป็นเรื่องปกติซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นทุกคน มักเกิดขึ้นหลังการตัดไหม ใช้เวลา 3 ถึง 6 เดือนในการกลับมาเป็นปกติ
ปรึกษาปัญหาสุขภาพและสอบถามรายละเอียดโปรโมชั่นเพิ่มเติมได้ที่
-
Line: https://lin.ee/3dsW7BM
-
Facebook Page: TRIA Medical Wellness Center
- ติดต่อนัดหมายกับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้ารับบริการ โทร. 02-129-5500
