Bangpakok Hospital
  • A
  • A
  • A
CALL CENTER

Chelation Therapy

what is chelation therapy

คีเลชั่นบำบัด คืออะไร ?

คีเลชั่นบำบัด (Chelation therapy) คือ รูปแบบหนึ่งของการกำจัดสารพิษโลหะหนัก (Heavy metals Detoxification) ซึ่งได้แก่ ตะกั่ว ปรอท สารหนู แคดเมี่ยม และอื่น ๆ ออกจากร่างกาย โดยใช้กรดอะมิโนสังเคราะห์ชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า เอทิลีน ไดเอมีน เตตระอะซีติก อะซิด (Ethylene Diamine Tetra Acetic Acid) หรือ EDTA ในการจับโลหะหนักที่อยู่ในกระแสเลือดและเนื้อเยื่อบริเวณต่าง ๆ ในร่างกายแล้วขับออกไป เนื่องจากโลหะหนักนั้นหากสะสมในร่างกายในปริมาณที่มากและเป็นระยะเวลานานจะส่งผลเสียต่อสุขภาพในหลายด้าน เช่น ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระ (Free radicals) ขึ้นมากในร่างกาย รบกวนการทำงานของเอนไซม์หลายชนิด รบกวนการทำงานของฮอร์โมนต่าง ๆ และอื่น ๆ อีกมากมาย

คีเลชั่นบำบัดประกอบด้วยอะไรบ้าง ?

โดยทั่วไปการทำคีเลชั่นบำบัดจะให้ในรูปแบบสารละลายคล้ายการให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ (Intravenous treatment) โดยผสมน้ำเกลือกับสาร EDTA ตามขนาดที่แพทย์พิจารณาว่าเหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละราย ร่วมกับวิตามิน แร่ธาตุต่าง ๆ และให้ทางเส้นเลือดดำแก่คนไข้ ซึ่งใช้ระละเวลาประมาณ 1 -  2 ชั่วโมง ในการทำคีเลชั่นบำบัดในแต่ละครั้ง
นอกจากการให้ทางเส้นเลือดดำแล้ว คีเลชั่นบำบัดยังสามารถให้ทางการเหน็บทวารหนักได้ (Rectal suppository) และทางการรับประทาน (Oral route) ซึ่งแพทย์ที่รักษาจะพิจารณาตามความเหมาะสมในแต่ละรายไป

คีเลชั่นบำบัดเหมาะกับใคร ?

  1. ผู้ที่ตรวจพบสารพิษโลหะหนักสะสมในร่างกายในปริมาณที่มาก จากการตรวจคัดกรองโลหะหนัก ซึ่งปัจจุบันสามารถตรวจได้จากเลือดหรือปัสสาวะ เป็นต้น
  2. ผู้ที่มีอาการผิดปกติต่าง ๆ ที่สัมพันธ์กับการมีโลหะหนักสะสมในร่างกาย อันได้แก่ อาการเหนื่อยเพลียอ่อนล้าเรื้อรัง ปวดเมื่อยตามร่างกายไม่ทราบสาเหตุ เป็น ๆ หาย ๆ ปวดศีรษะข้างเดียวคล้ายไมเกรน มีปัญหาเกี่ยวกับกลุ่มอาการภูมิแพ้ต่าง ๆ หลายชนิดโดยที่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด รวมถึงมีโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น ทั้งนี้ควรได้รับการตรวจคัดกรองโลหะหนักก่อนทำคีเลชั่นบำบัดทุกครั้ง ซึ่งปัจจุบันสามารถตรวจได้จากเลือดหรือปัสสาวะ
  3. ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะมีโลหะหนักสะสมในร่างกายในปริมาณมาก ได้แก่ ผู้ที่ทำงานในบริเวณแหล่งที่มีโลหะหนักมาก เช่น โรงงานต่าง ๆ ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ หรือแม้แต่ผู้ที่รับประทานอาหาร ผัก ผลไม้ที่อาจจะปนเปื้อนสารพิษโลหะหนักในปริมาณที่สูง เป็นต้น ทั้งนี้ควรได้รับการตรวจคัดกรองโลหะหนักก่อนทำคีเลชั่นบำบัดทุกครั้ง ซึ่งปัจจุบันสามารถตรวจได้จากเลือดหรือปัสสาวะเช่นเดียวกัน

ประโยชน์จากการทำคีเลชั่นบำบัด

  1. กำจัดสารพิษโลหะหนักในร่างกายได้ ทำให้ลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นจากการมีสารพิษโลหะหนักปริมาณมากในร่างกาย เช่น โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน รวมถึงโรงมะเร็งบางชนิด เป็นต้น
  2. บรรเทาอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง อันเป็นผลจากโลหะหนักสะสมเรื้อรังในร่างกาย
  3. ภูมิคุ้มกันดีขึ้นจากการกำจัดโลหะหนักและสารอาหาร วิตามินต่าง ๆ ที่ได้รับจากการทำคีเลชั่นบำบัด
  4. สุขภาพโดยรวมดีขึ้นจากการกำจัดสารพิษโลหะหนักสะสมในร่างกาย

ผลข้างเคียงที่อาจจะพบได้จากการทำคีเลชั่นบำบัด

ระยะแรกบางท่านอาจมีอาการอ่อนเพลีย หรือวิงเวียนศีรษะได้เล้กน้อยแต่พบไม่บ่อย อันเนื่องจากกระบวนการขับสารพิษออกจากร่างกาย อาการที่เกิดขึ้น แก้ไขได้โดยการพักผ่อนให้เพียงพอ นอนหลับพัผ่อนให้ได้ 6-8 ชั่วโมง/คืน ดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ ประมาณ 8-10 แก้ว/วัน ร่วมกับการดื่มน้ำผลไม้หรือรับประทานผัก ผลไม้สด และรับประทานอาหารที่มีคุณค่าให้ครบถ้วนและรับประทานวิตามิน แร่ธาตุเสริม ตามที่แพทย์แนะนำ แต่หากยังมีอาการดังกล่าวอยู่แนะนำให้รีบกลับมาพบแพทยืเพื่อประเมินอาการและสาเหตุอีกครั้ง

ขั้นตอนของการทำคีเลชั่นบำบัด 

  1. พูดคุย ซักประวัติและตรวจร่างกายโดยแพทย์ เพื่อประเมินปัญหาสุขภาพที่มี
  2. แพทย์พิจารณาตรวจทางห้องปฏิบัติการณ์ (Lab test) ที่สำคัญก่อนเริ่มทำคีเลชั่นบำบัด เช่น ค่าการการทำงานของไต (Creatinine) ค่าการทำงานของตับ (Liver enzymes) และเอนไซม์ G6PD เป็นต้น
  3. ก่อนที่จะเริ่มทำคีเลชั่นบำบัด แพทย์จะคำนวณปริมาณของสาร EDTA ที่เหมาะสมเพื่อใช้เป็นรายบุคคล
  4. ระยะเวลาในการทำคีเลชั่นบำบัดแต่ละครั้ง ใช้เวลาประมาณ 1.5 - 2 ชั่วโมง ระหว่างการทำคีเลชั่นบำบัด สามารถพักผ่อนได้ตามปกติ แนะนำให้ดื่มน้ำผลไม้ เพราะระหว่างทำอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงเล็กน้อยได้

ข้อควรปฏิบัติตัวหลังจากการทำคีเลชั่นบำบัด

เสร็จจาการทำคีเลชั่นบำบัด สามารถทำกิจกรรมได้ตามปกติ แต่ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก ๆ และควรพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ รับประทานผักผลไม้และอาหารที่มีคุณค่าให้ครบถ้วน หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่หรือหลีกเลี่ยงการสูดดมควันบุหรี่ นอกจากนี้ควรรับประทานวิตามิน แร่ธาตุเสริม ตามที่แพทย์แนะนำ หากมียาที่รับประทานประจำสามารถรับประทานยานั้นได้ตามปกติ

ข้อห้ามของการทำคีเลชั่นบำบัด

  1. ไม่ควรทำในหญิงตั้งครรภ์และหญิงที่กำลังให้นมบุตร
  2. ผู้ที่มีภาวะการทำงานของไตและตับบกพร่อง
  3. ผู้ที่มีโรคประจำตัว G6PD

ติดต่อสอบถาม

โทรศัพท์ : 02-129-5500
Line : @TRIABKK
facebook : TRIA Medical Wellness Center

Go to top
Copyright @ 2021 TRIA Medical Wellness All rights reserved.